
เปิดเส้นทางความสำเร็จ แบบ TPI Group ด้วยหลัก ‘4 Basis of Success’
วันที่ 22 มิ.ย. 2566
เพราะความก้าวหน้าขององค์กร ต้องมาคู่ความสุขของพนักงาน
.
ปกติคนจะทำงานโดยเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วคนเราจะทำงานได้สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยิ่งชีวิตการทำงานในยุคนี้ที่เราแทบจะต้องทำงานกันตลอดทั้งวัน อาจจะส่งผลทำให้เกิดความล้าที่สะสม และตามมาด้วยปัญหาสุขภาพจนเกิดเป็นห่วงโซ่ ที่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมารักษาตัวเองแบบไม่รู้จบ
.
ปัจจุบันเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ผู้คนในสังคมเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินหรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน สวัสดิการด้านสุขภาพขององค์กร จึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยลำดับต้นๆ ในการตัดสินใจเลือกที่ทำงาน
.
และด้วยเหตุนี้ เราเลยอยากชวนมาเจาะลึกกับปัญหาและความสำคัญของสุขภาพคนทำงาน พร้อมชวนดูเทรนด์ Wellness ในปี 2022 ว่าจะสามารถนำมาผนวกกับวัฒนธรรมองค์กรในโลกยุคใหม่ได้อย่างไรบ้าง

วัฒนธรรมการทำงานหนักเกินไป วงจรทำลายสุขภาพของคนทำงาน
.
คนทำงานหนัก = คนขยัน เป็นภาพจำที่อยู่คู่กับเรามานาน ซึ่งไม่น่าแปลก เพราะความขยันเป็นหนึ่งคุณสมบัติที่จะทำให้เราได้รับการส่งเสริมในหน้าที่การงาน การทำงานหนักจึงเป็นเหมือนวิถีทางเดินเพื่อมุ่งสู่การเติบโต แต่ในความเป็นจริงการทำงานหนัก ทำงานล่วงเวลา เกิดจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ระบบการจัดการเวลาไปจนถึงการบริหารที่ไม่ดี การแจกจ่ายงานที่อาจจะกระจุกอยู่ที่คนคนเดียว หรือแม้แต่จำนวนงานที่มากเกินไปสำหรับพนักงานหนึ่งคน โดยขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ
.
ผลเสียที่ชัดเจนมากๆ กับการทำงานหนักเกินไปโดยขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ คือ ความเครียด ที่นำพาความเสี่ยงต่อโรคภัยและปัญหาชีวิตต่าง ๆ ตามมา เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน หรือตำแหน่ง ถ้าต้องแลกมากับสุขภาพที่เสียไปย่อมไม่คุ้มค่าเอาซะเลย

เผยเทรนด์ ‘Wellness 2022’ การใส่ใจสุขภาพแบบไหนที่องค์กรควรมี
.
เราคงทราบกันดีแล้วว่า การทำงาน โครงสร้างองค์กร และปัจจัยอื่นๆ สัมพันธ์กับสุขภาพเราในรูปแบบไหน เทรนด์ Wellness หรือการรักษาสมดุลของสุขภาพโดยรวม จึงกลายมาเป็นสิ่งที่คนทำงานและองค์กรเริ่มให้ความสนใจกันมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งเทรนด์ Wellness ในปี 2022 จะมีอะไรกันบ้าง ลองไปดูกันเลย
.
1. อาหารการกิน - ให้ทานอาหารครบทุกหมู่และอย่าทานอาหารมากเกินไปจะทำให้เกิดความอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจตามมาอีกมากมาย
.
2. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
.
3. Mindfulness and the Accessibility of Meditation: การฝึกจิต และสมาธิ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีงานวิจัยรองรับแล้วว่าการฝึกหายใจช่วยผ่อนคลายความเครียดได้จริง การฝึกจิตที่ดีจะทำให้ควบคุมการทำงานของส่วนต่างๆ ทั้งอวัยวะภายใน และภายนอกให้ทำงานดี และทำให้เรามีความสุขมากขึ้น นอกจากนี้การสร้างสมาธิให้แก่ตัวเองจึงสามารถช่วยลดความเครียด และเพิ่มค่า Productive ในการทำงานให้สูงขึ้น
.
4. Immunity-Boosting: เทรนด์การเสริมภูมิคุ้มกันได้กลมกลืนในชีวิตประจำวันของผู้คน จากแนวโน้มของการระบาดใหญ่โควิด ส่งผลให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ การออกกำลังกาย รวมถึงการใส่ใจสุขภาพของลำไส้ นอกจากนี้การมอบสวัสดิการให้พนักงานได้มีเวลาในการดูแลตัวเอง ก็จะลดอัตราการลางานจากอาการป่วยลงได้อีกด้วย
.
5. Emotional Wellness: นอกจาก เสริมสุขภาพกายและใจแล้ว สุขภาพทางอารมณ์ก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยม เพราะมันเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ช่วยให้เราปรับตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ ซึ่งการเยียวยามีหลายวิธี เช่น การบำบัดด้วยธรรมชาติ งานศิลปะ หรือกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าต่างๆ ที่กำลังเป็นปัญหาในปัจจุบันนี้ การใส่ใจและสร้างภาวะอารมณ์ที่ดีแก่พนักงานจึงเป็นเรื่องที่องค์กรไม่ควรมองข้าม
.
จากเทรนด์ที่กล่าวมา ทำให้องค์กรสามารถนำแก่นวิธีคิดมาเสริมโครงสร้าง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่พนักงานได้ด้วยการลงทุนด้านสุขภาพและสวัสดิการที่ครอบคลุมทุกรูปแบบ ประกอบกับการยกระดับประสบการณ์ให้พนักงานใส่ใจคุณภาพที่เข้าถึงง่ายด้วยการใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงการร่วมมือกับแบรนด์สุขภาพให้พนักงานได้ร่วมใช้บริการ

‘Wellness Culture’ เทรนด์องค์กรยุคใหม่ ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบและยั่งยืนทางธุรกิจ
.
พูดถึงเทรนด์ Wellness กันไปแล้ว เรามาลองมาลงลึกไปอีกขั้นกับ Wellness Culture หรือการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและนำมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดย MDA Leadership Consulting เผยว่า การสร้าง Wellness Culture จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
.
หลักการสำคัญของการสร้าง Wellness Culture ให้ประสบผลสำเร็จ คือ การสร้างต้นแบบที่ดีผ่านผู้นำ เพราะการที่ผู้นำมีสุขภาพดีจะช่วยให้สามารถดูแลสนับสนุนคนอื่นรอบตัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดีขึ้น โดยนโยบายในการสร้าง Wellness Culture ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพทางกายหรือใจ แต่ยังรวมไปถึงความรู้ สังคม สิ่งแวดล้อม การเงิน และความสุขในการทำงาน
.
ด้วยอัตลักษณ์ด้านการใส่ใจผู้คน ทำให้ TPI Group เป็นองค์กรที่ใส่ใจพนักงานและสังคม ด้วยการถือคติว่า พนักงานในองค์กรทุกคน ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือครอบครัวเดียวกัน เพื่อสร้างสุขภาพกายและใจที่ดีของพนักงานและสังคม TPI Group จึงมอบสวัสดิการและรายได้ที่อยู่ในระดับที่สร้างความมั่นคงในชีวิต ไปพร้อมๆ กับการเติบโตในหน้าที่การงานด้วยโปรแกรมพัฒนาอบรมให้พนักงานก้าวหน้าในทุกระดับ ทั้งยังปรับรูปแบบการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์โควิดเพื่อให้พนักงานใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและพยายามสร้างสังคมที่น่าอยู่

เพราะการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เราต้องมองเห็น ‘ต้นเหตุของปัญหา’ ให้ได้ก่อน
.
จะเห็นได้ว่า การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น ‘ความสุข’ ของพนักงานเป็นสิ่งที่องค์กรในยุคนี้ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยสำหรับ TPI Group แล้ว ทั้งองค์กร และคนทำงานคือสองส่วนประกอบสำคัญ ในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนตามหลัก ESG เพื่อให้ทั้งตัวองค์กร คนทำงาน และสังคม ได้รับผลประโยชน์ไปพร้อม ๆ กัน
.
แต่จะทำอย่างไร? จึงจะสามารถสร้าง ‘ความสุข’ ได้อย่างแท้จริง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือเราต้องมองเห็น ‘ความเป็นจริง’ หรือต้นเหตุของปัญหาให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กใหญ่แค่ไหน ย่อมมีสาเหตุต้นตอของมันอยู่เสมอ เราจึงควรมองจากต้นเหตุที่เกิดขึ้นจริง ก่อนจะแก้ไขมันให้ตรงจุด และเพื่อให้หลักการนี้มีความเป็นรูปธรรมในการนำมาใช้จริงมากขึ้น TPI Group จึงได้นำหลักจากศาสนาพุทธซึ่งเป็นอภิปรัชญาของการดำรงชีวิตเพื่อให้เกิดความสุขเข้ามาปรับใช้กับการทำงานในองค์กร โดยมีเป้าหมายให้คนทำงานสามารถเข้าถึง ‘ความสุข’ ได้ง่ายขึ้น ดังนี้
.
เพราะทุกสิ่งเริ่มต้นที่ตัวของเราเอง การเดินหน้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย เราสามารถยึดหลักอิทธิบาท 4 หนทางสู่ความสำเร็จ (Basis for Success 4) เพื่อเป็นแนวทางในการเดินไปข้างหน้า ซึ่งได้แก่
.
- ฉันทะ: การทำอย่างตั้งใจ และตั้งเป้าหมายให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
- วิริยะ: ความไม่ย่อท้อ และความพยายามเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
- จิตตะ: ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ มีสมาธิ
- วิมังสา: มีการวางแผนก่อนทำ และวัดผลหลังทำ พร้อมคิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
.
สำหรับเรื่องจิตใจเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ด้วยหลักพรหมวิหาร 4 (Four Sublime States of Mind) จะทำให้สุขภาพใจของเราสงบ และมีความสุขมากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย
.
- เมตตา: ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ซึ่งผลที่ได้จะทำให้เรามีความสุขตามไปด้วย
- กรุณา: ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เช่น การทำงานอย่างตั้งใจเพื่อแก้ปัญหาสังคม
- มุทิตา: การยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น
- อุเบกขา: การวางเฉย ไม่คิดฟุ้งซ่าน อิจฉาริษยาคนอื่น มีสติ ควบคุมตัวเองให้อยู่ในศีลธรรม หรือความเป็นกลางก็เป็นหนึ่งในทางที่ทำให้มีความสุขได้
.
ไม่เพียงเท่านั้น พระพุทธองค์ท่านยังได้ตรัสรู้เป็นอภิปรัชญาในการทำให้ชีวิตพ้นทุกข์ ด้วยหลักแห่งความจริง ‘อริยสัจ 4 ประการ’ (Four Noble Truths) ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ไม่ยากเลย
.
เพราะเราทุกคนหนี ‘ความทุกข์’ ไม่พ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้น สิ่งต่อไปที่เราควรทำคือตั้งสติให้มั่น และตั้งสมาธิตัดสิ่งรบกวนออกให้หมด เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหา โดยขั้นตอนนี้จะเรียกว่า ‘สมุทัย’ และเมื่อเราค้นพบความจริงของสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อขจัดปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีก หรือที่เราเรียกกันว่า ‘นิโรธ’ ซึ่งหนทางต่างๆ ที่จะนำไปสู่การขจัดต้นตอของปัญหาได้ จะเรียกว่า ‘มรรค’ นั่นเอง
.
มีองค์ 8 หรือหลักธรรม 8 ประการ คือหลักที่ทำให้พนักงานสามารถอยู่อย่างมีความสุขในทุกที่บนโลกไม่ใช่แค่ในที่ทำงานเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วย
- จะทำอะไรควรพิจารณามีความเห็นที่ถูกต้องที่จะจัดการกับเรื่องที่จะทำให้อยู่ในหลักธรรมที่ถูกต้องก่อน เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ (Right view)
- ต้องมีความตั้งใจจริงในการทำสิ่งที่ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ (Right intention)
- เลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับกาลเทศะ อย่ากล่าวเท็จหรือกล่าวให้ร้ายกับผู้อื่น เรียกว่า สัมมาวาจา (Right Speech)
- เวลาเราทำอะไรต้องทำให้ถูกต้อง เรียกว่า สัมมากัมมันตะ (Right Action)
- ทำมาหากินประกอบอาชีพที่สุจริต เรียกว่า สัมมาอาชีวะ (Right Livelihood)
- ให้มีความพยายามทำงาน เต็มความสามารถอย่างซื่อสัตย์ สุจริต เรียกว่า สัมมาวายามะ (Right Effort)
- ให้ตั้งสติให้ดีตลอดเวลา เรียกว่า สัมมาสติ (Right Mindfulness)
- ให้ตั้งสมาธิอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการดำรงชีวิต เรียกว่า สัมมาสมาธิ (Right Concentration)
.
การสร้าง ‘ความสุขที่แท้จริง’ จึงอาจไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนมากมายนัก เพียงแต่ทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเข้าใจว่ามันส่งผลดีกับเราอย่างไร ก็จะพบความสุขความที่แท้จริงได้ไม่ยาก
.
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Future Trends
แชร์บทความ